ลดหน้าท้องเร่งด่วนสามารถออกกำลังกายได้หลายวิธี

หน้าท้องแบนราบมีซิกแพคเป็นที่ปรารถนาของหนุ่มหลายๆ คน หมดยุคเป็น อาเสี่ยลงพุงแล้ว ถึงยุคของคนรุ่นใหม่ รูปร่างดี ท้องแบนราบมีกล้ามท้อง แต่ในความเป็นจริง มีผู้ชายที่โชคดีเพียง 10 % ที่มีกล้ามเนื้อหน้าท้องงามๆ ได้เอง ส่วนที่เหลือ อีก 90 ต้องขยันออกกำลังกายและคุมอาหาร ไม่งั้นกล้ามท้องงามๆ ก็ไม่เกิด ซึ่งคุณสามารถมีซิกแพคได้ ก็ต้องลดหน้าท้องแบบเร่งด่วนก่อน แล้วหาลองปฏิบัติตามนื้นะครับ
1 ทานอาหารสร้างฃิ๊กแพค : อาหารแต่ละมื้อต้องเป็นคารโบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง โฮลวีท ธัญพืช เพื่อไม่ให้นํ้าตาลในเลือดสูงแล้วเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม และต้องกำจัด แป้งขัดขาวออกจากมื้ออาหารให้หมด ทานเปรตีนคุณภาพจากไข่ขาว อกไก่ เนื้อปลา ขนาดประเมินด้วยสายตา ประมาณ 1 ฝ่ามือหริอตลับไพ่ ทานไขมันดีจากนํ้ามันมะกอก อะโวคาโด และเมล็ดถั่ว ต่างๆ พยายามทานมื้อเล็กๆ แต่หลายมื้อ อาหารมื้อเย็นเน้นผักใบและผลไม้ที่มี ดัชนีนาตาลตํ่า เลี่ยงอาหารมื้อดึก ดื่มนํ้าเปล่า เลี่ยงนํ้าผลไม้กล่องและนํ้าอัดลม หลังออกกำลังกาย 1-2 ชั่วโมง อาจเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อด้วย โปรตืนเข้มข้นจากเวย่โปรตีนที่มีส่วนประกอบของโปรตีน 90 มีไขมันและคารโบไฮเดรตตำHIIT ลดหน้าท้อง
2.ออกกำลังกายเบาๆ : เช่น วิง จ๊อกกิง ปันจักรยาน หรือว่ายนำ ถ้าต้องการเห็นกล้ามเนื้อหน้าท้อง ก่อนอื่นเลยคุณต้องจัดการไขมันส่วนเกินที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อท้อง ถ้าออกกำลังกายจนมี กล้ามเนือท้องแล้ว แต่ยังมีไขมันสะสมอยู่ ก็จะไม่มีทางเห็นซิกแพคแน่นอนครับ
3.เผาผลาญไขมันแบบเร่งรัด (Hgh Intensty Interval Tranng) : HTT เป็นเทรนด์การออกกำลังกายในกลุ่มคนที่อยากมีหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม แต่ มีเวลาออกกำลังกายจำกัด เพราะการออกกำลังกายวิธีนี้ใช้เวลาไม่มาก และช่วยลด ไขมันส่วนเกินรอบเอวอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ ทำให้ต้นแขน ต้นขา และกล้ามท้องกระชับมากขึ้น ถ้าคุณต้องการให้ร่างกายฟิตเร็ว เผาผลาญแคลอรีในระยะเวลาไม่มาก ลอง HTT ดูนะครับ
หลายคนมักคิดว่ายิ่งออกกำลังกายมากก็จะยิ่งได้มาก จึงเล่นท่าครันช์หรือ ท่าซิทอัพแบบเอาเป็นเอาตาย แต่แล้วก็ยังไม่มีซิกแพค เนื่องจากการสร้างกล้ามเนื้อ ปกติจะใช้วิธีเพิ่มแรงต้าน ไม่ใช่วิธีเพิ่มจำนวนครั้ง โดยปกติควรทำประมาณ 10-12 ครัง ต่อเซต และทำท่าให้ถูกต้องครับ

อาหารช่วยให้หลับพักผ่อนอย่างสบาย ช่วยการเผาผลาญ

1. 5-hydroxy-tryptophan หรือ 5-HTP : กลไกการทำงาน เป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายเรานำไปสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วย นอนหลับ (5-HTP – ซีโรโทนิน – เมสาโทนิน) ซีโรโทนิน (Serotonn) เป็นสาร สื่อประสาทในสมอง ช่วยบำบัดอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า ช่วยให้นอนหลับ มีการศึกษา พบว่าการทาน 5-HTP จะช่วยลังเคราะห์ซืโรโทนินในสมองได้มากถึง 70 มาจากเมล็ดพืชของแอฟริกาชื่อ Grffona Smplcfola ขนาดรับประทาน 50-100 มิลลิกรัมต่อวัน ทานก่อนเข้านอน 30-45 นาที ข้อควรระวัง อาจมือาการคลื่นไส้ ท้องผูก ท้องอืด ขนาดที่สูงเกินไปมืผลต่อ ตับ ไม่ควรขับรถหรือทำงานที่อาจเป็นอันตรายเพราะทำให้ง่วงนอน ไม่ควรทานร่วม กับยาต้านซึมเศร้าเอาผลาญไขมัน
2.แมกนีเซียม (Magnesum) : กลไกการทำงาน แมกนีเซียมช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและประสาท ช่วยใน การเปลี่ยนกรดอะมิโนทริปโตฟานไปเป็นสารสื่อประสาทซีโรโทนินที่มีบทบาทช่วยเรื่อง นอนหลับ ช่วยให้ร่างกายหลับพักผ่อนได้ง่ายขึ้น คนที่แมกนีเซียมตํ่าทำให้นอนหลับได้ ยากและตื่นกลางดึก
แหล่งอาหาร พบใน ผักใบเชืยว กล้วย รำข้าวสาลี อัลมอนด์ ขนาดรับประทาน 250-500 มิลลิกรัมต่อวัน ก่อนนอน ข้อควรระวัง ขนาดที่สูงทำให้ก่ายเหลวได้
3. เมลาโทนิน (Melatonn) : กลไกการทำงาน ชักนำให้เกิดการนอนหลับ ทำให้ช่วงเริมต้นของการนอน หลับสั้นลง ขนาดรับประทาน ควรเริ่มต้นขนาดตํ่าๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น รูปแบบแคปซูล ขนาดรับประทาน 05-5 มิลลิกรัมต่อวัน 30-60 นาทีก่อนนอน รูปแบบเม็ดอมใต้ลิ้นขนาด ที่ใช้ มิลลิกรัมต่อวัน 0-30 นาทีก่อนนอน ควรเลือกแบบทีอมแล้วละลายใต้ลิน เพราะออกฤทธเร็วกว่า ฤทธิ์คงทีมากกว่า
ข้อควรระวัง ขนาดที่สูงเกินไปทำให้ฝันร้าย หลบลึกนาน 3-4 ขั่วัโมงแรกแล้ว ตื่นขึ้นมาเหงื่อออกมาก หัวใจเต้นแรง และไม่ลามารถหลับต่อไปได้อืก รู้สึกหนักศีรษะ ในตอนเช้า
4.ลารสกดจากรากวาเลแยน (Valeran Root Extract) : กลไกการทำงาน มีลารออกฤทริ๋ที่ชื่อกรดวาเลริก ช่วยลดเวลาที่ใช้เช้าสู่ระยะ แรกของการนอน ทำให้คุณภาพการนอนดีขึ้น โดยเพิ่มระยะเวลาการหลับลึก ลดความถี่ ในการตื่นนอนกลางดึก ไม่ทำให้ติดยาเหมือนยานอนหลับหลังจากหยุดทานแล้ว
ขนาดรบประทาน 400-800 มิลลิกรัมต่อวัน ทานก่อนเช้านอน 30-45 นาทื ข้อควรระวัง ไม่ควรควรทานร่วมกับยานอนหลับอื่นๆ
สิงที่ต้องคำนึงถึงคือผลข้างเคียง เช่น ภาวะบวมจากการคั่ง-ของนั้า (พบบ่อยประมาณ 50 ) อาการปวดข้อ ปวดศีรษะ ประลาทตามการซักสบ มกลุ่มโรคประลาy มอชา ทาให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลตํ่าลง ระดับไทรอยดฮอร์โมนเพิมสูงขึ้น ระดับนาตาลในเลอดสูงขึ้น เพิ่มปัจจัFแสิ่นงการเกิด โรคเบาหาาน โรคมะเร็งลาไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม ฟังดูนด้ว น่ากล้า ใช่ไหมครับ ทสำลัญโกรธฮอร์โมนที่ทางการแพทย์ใช้ฉิดนั้นจัดเป็นยา ไนประเทศไท -1 ห้ามการฉืคโกรธฮอร์โมนเพื่อชะลอวัย ปัจจุบันในต่างประเทศจึงผลิตกลุ่มขคงกรด อะมโน (Amno Acd Complex) เช่น อาร์จินีน ออร์นิทีน ไลชิน และกลูตามิน เพี่อ กระตุ้นโกรธฮอร์โมนออกมาหลายรปแบบ เพราะปลอดภัยจากผลข้างเคียงมากกว่า ช่วย กระตุ้นการหลังไกรธฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองแบบธรรมชาติที่รัยกว่า โกรธฮอร์โมน ซิครทานอก (Growth Hormone Secretogogue)” เช่น ชนิดรับประทานแบบเม็ด หรือผงละลายน้ำ จากการศึกษาของ คณะแพทย์มหาวิทยาลัยนาโกย่า ประเทศญี่ป่น รวบรวม ข้อมูลอายุระหว่ง 40-79ปี จำนวน 1 แสนคนใช้เวลาศกษาอยู่ 10บพบว่าจำนวน ชั่วโมงการนอนหมาะสมที่สุดคือ 7 ชั่วโมง เพราะช่วยลดควานเสี่ยงต่อการเสิยชีวิตใน อนาคตตํ่าสุด

เทคนิคการดูแลสุขภาพและควบคุมอาหาร

ยุคนี้การดูแลสุขภาพผิวไม่จำกัดเฉพาะคุณสาวๆ เท่านั้น คุณหนุ่มๆ ก็หันมา ดูแลสุขภาพผิวกันมากขึ้น เพราะผู้ชายก็อยากดูดืมีเสน่ห์ ความแรงของกระแสหน้าใส เป็นเทรนด์สุดฮิตในตอนนี้ก็ว่าได้ จะหล่อเข้าข่าย 50 หนุ่มคลีโอคงไม่ใช่ประเด็น ขอ เพียงให้สุขภาพผิวดีไว้ก่อนเป็นพอ เคยได้ยินไหมครับว่า “ผิวที่ดีเป็นหน้าต่างสุขภาพ” องค์ประกอบที่ทำให้หน้าใส เริ่มจากปัจจัยพื้นฐานคือเรื่องอาหารในชืวิตประจำวัน ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกัน สักนิดครับว่า ความเสื่อมชราของผิวมืกี่แบบ
แบบที่ 1 INTRINCSIC AGING เป็นความชราของผิวจากปัจจัยที่เราควบคุม ไม่ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวเมื่อเวลาผ่านไป อายุที่มากขึ้น ฮอร์โมนที่ลดลง ร่วม กับผลของพันธุกรรมที่ตกทอดมาจากพ่อแม่ ย้อนกลับไปสมัยวัยละอ่อน เชลล์สร้าง คอลลาเจนที่ชื่อ Fibroblast ยังทำหน้าที่บมคอลลาเจนใหม่ออกมา ใต้ผิวเรื่อยๆ ดังนั้นผิวเราจึงดูนุ่ม กระชับ ไร้ริ้วรอย แต่พออายุเข้าเลข 3 ความสามารถ ในการผลัดเซลล์ผิวข้าลง เซลล์ผิวที่ตายก็ทับถมกัน เกิดเป็นจุดด่างดำ สีผิวไม่สมํ่าเสมอ ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนใหม่มาทดแทนคอลลาเจนเก่าที่ถูกทำลายก็ลดลง ทำให้ผิวบาง เกิดริ้วรอย มองเห็นเส้นเลือด รูขุมขนใหญ่ขึ้น การไหลเวืยนเลือดลดลง เป็นแผลก็หายช้า แต่ผลของพันธุกรรมมีอิทธิพลแค่ส่วนหนึ่ง สาเหตุหลักที่ผิวบางคน ลํ้าหน้าแซงอายุ เป็นผลจากความชราของผิวแบบที่สองครับอาหารลดหน้าท้อง
แบบที่ 2 EXTRINSIC AGING ความชราของผิวที่เป็นผลมาจากอนุมูลอิสระ การอักเสบซ่อนเร้น และสารเร่งแก่ AGEs ที่เป็นผลมาจากการทานอาหารทีผิดวิธี แสงแดดที่แผดเผา สารพิษในบุหรี่ ความเครียด และอดหลับอดนอน เราสามารถชะลอ ความชราของผิวแบบที่สอง ให้เกิดช้าลงได้ โดยเฉพาะปัจจัยของการทานผิดวิฐื เราทาน กันทุกวันจนเคยชิน และลืมว่ามันเป็นตัวเร่งให้เกิดริ้วรอยบาดใจบนใบหน้า
ชาดูกับนะครับว่า อาหารอะไรบางที่ทำใหับวคุณแก่ก่อนวัย
1. แป้งขัดขาวและน้ำตาล อาหารกลุ่มนีนักวิทยาศาสตร์ให้สมญานามว่า ‘The Deadly Whites” หรือ “ขาวอันตราย’, ทำให้คุณดูดีน้อยลง ทำลายความอ่อน เยาว์ ได้แก่ แป้งขัดขาว ข้าวขาว มันฝรั่ง และนํ้าตาลขัดขาว อาหารอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ยังได้แก่ พาสต้า สปาเก็ตตื พิชซ่า เค้ก ข้าวเหนียว เราเรียกแป้งกลุ่มนี้ว่า “คาร์โบไฮเดรต เชิงเดียว (Simpie Carbohydrate)” เพราะมืใยอาหารน้อยจนแทบไม่เหลือ เมื่อถูกย่อย และดูดซึมในลำไส้จะทำให้ระดับนำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มการเกิดสาร เร่งแก่ ผ่านปฏิกิริยาไกลเคชั่น ทำให้เกิดคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพจากนํ้าตาล พบว่า ปฏิกิริยาไกลเคชั่นเริ่มเกิดตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปลายๆ อัตราการเกิดคอลลาเจนที่ เสื่อมสภาพจากนํ้าตาล (Giycated Collagen) เกิดขึ้น 3.7% ต่อปีโดยเฉลี่ย และยิ่งเกิดขึ้น มากในคนทีชอบทานอาหารรสหวาน ในทางตรงข้ามแป้งที่ดืต่อสุขภาพ คือแป้งที่มีเส้นใยอาหารสูง หรือที่เรียกว่า “คารโบไฮเดรตเชิงซ้อน(Complex Carbohydrate)” ใยอาหารจะช่วยเบรกและชะลอ ไม่ให้นํ้าตาลดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ป้องกันการเกิดสารเร่งแก่ ดังนั้นเรา ควรหันมาทานธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวิท ขนมปังธัญพืช พาสต้าโฮล เกรน (ธัญพืช’โม่-ขัดสีมีวิตามินร ใ มากกว่าธัญพืชขัดสี ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา) นอกจาก นั้นนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า การทานนํ้าตาล 50 กรัมหรือ 12.5 ช้อนชาต่อวัน (นำตาล 1 ช้อนชามี 4 กรัม) จะเพิ่มการเกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อยบนใบหน้า ทำให้ผิวบางลง เราจึงควรทานนํ้าตาลในปริมาณที่เหมาะสมเฉลี่ยไม่เกิน 6 ช้อนชา (24 กรัม) ต่อวัน จากข้อมูลปัจจุบันพบว่าคนไทยนิยมบริโภคนํ้าตาลมากถึงวันละ 23 ช้อนชา ซึงส่วนใหญ่จะ แอบแฝงอยู่ในเครื่องดื่มกระป้องและนํ้าขวดในท้องตลาด ปัจจุบันหมอผิวหนังยังพบว่าการทานอาหารที่มีดัชนืนำตาลสูงจะเพิมการอักเสบอืกด้วยนะครับ
2. เกลือ”ผู้ร้ายลองหน” แอบซ่อนอยู่ในอาหาร เนืองจากเกลือที่เราทาน สวนใหญ่มาจากอาหารทีแปรรูป ไม่ใช่มาจากเกลือทีโรยใส่เพิมในอาหาร เกลือเป็น สารประกอบของ เซเดยมคลอเรดในรางกายของเรา พบเกลือได้ในนำตาและเหงื่อ เกลือ มีค’วามสำคัญต่อการทำงาน1ของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ มีคุณสมบัติดึง’นาไว้ในร่างกาย ถ้าหากมีเกลือมากเกินไปจะทำให้หนังตาและใต้ตาบวมตึง เนื่องจากเกิดการคั่งของนํ้า ใต้ผิวหนังบริเวณรอบดวงตา เพราะผิวหนังบริเวณนี้ค่อนข้างบอบบางและมีเนื้อเยื่อหลวม กว่าทีอืน บางคนอาจมีอาการขาบวม ข้อนิวบวมด้วย นอกจากนั้นคนที่ชอบทานเค็มมัก จะเสียงโรคความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็งกระเพาะอาหาร และหอบหืดอีกด้วย โดยปกติเราควรทานเกลือวันละไม่เกิน 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา (เทียบ เท่าโซเดียม 2.4 กรัม) เวลาอ่านฉลากอาหารเพื่อหาปริมาณเกลือมักก่อให้เกิดความ สับสน เพราะเกลือมักถูกระบุเป็นโซเดียม เราต้องแปลงโซเดียมเป็นเกลือด้วยการ เอาปริมาณโซเดียมคูณ 2,5 (เกลือ = โซเดียม X 2,5) เช่น โซเดียม 2 กรัม มีค่าเท่ากิบ เกลือ 5 กรัม ถ้าสังเกตให้ดีอาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันจะแสดงปริมาณ เกลือที่ผสมในอาหารบน’ฉลากผลิตภัณฑ์เป็นสีไฟจราจร (Traffic Light Food Labeling) เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกต:อาหารที่มีเกลือสูงมากกว่า 1.5 กรัมในอาหาร 100 กรัม จะ ให้สัญญาณไฟเป็นลีแดงซึ่งควรระวังอย่าปริโภคมากจนเกินไป ส่วนอาหาร’ที่มีเกลือ น้อยกว่า 0.3 กรัมในอาหาร 100 กรัม จะให้สัญญาณไฟเป็นสีเขียว หากคุณเป็นคนติดทานเค็ม สิ่งแรกสุดที่ต้องทำคือหยุดเติมเกลือในอาหารซึ่ง ปกติการปรับปุมรับรสที่ลิ้นจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน .ช่วงแรกอาจหยุดยาก แต่หลัง จากปรับปุมรับรสที่ลิ้น คุณจะลดทานเค็มลงได้ โดยอาหารที่พึงระวังเพราะมีเกลือซ่อน อยู่ ได้แก่ นํ้าปลา ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม เต้าเจี้ยว ซีอิ๊วหวาน กะปิ เต้าหู้ยื ไส้กรอก หมูยอ กุนเชืยง แหนม ผลไม้ดอง ผักดอง อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป และผงชูรส การใช้เครื่องปรุงรสทางเลือกเป็นวิธืที่ดี ดังนั้นลองมาปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศ กระเทียม ตะไคร้ ใบมะกรูด นํ้ามะนาว ไวน์ พริก นํ้าส้มสายชู เพื่อเพิ่มรสชาติแทนกันนะครับสุขภาพดีเริ่มที่ตัวคุณ
3. ไขมันทรานส์ (Trans Fat) กรดไขมันไม่อิมตัวที่มีโครงสร้างทางเดมนตกต่าง ไปจากเดิม (Trans แปลว่า แปรสภาพ) ซึ่งเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติและกระบวนการ อุตสาหกรรมผลิตอาหาร’ทีมีการเติม’ไฮโดรเจนลง น้ำมันพืช ทำให้นำมันที่อยู่ในสภาพ ของเหลวเปลียนเป็นไขมันทีมีสภาพแข็งขึนหรือเป็นของกึงเหลว ทำให้มีความคงตัวสูง ทนความร้อนสูง ไม่เหม็นหืนง่าย พบมาก’ในอุตสาหกรรมทำเนยเทียมและเนยขาว ไขมันทรานสมีตำนานเมือปี ค.ศ. 2006จากคุกกืสีดำๆ สอดไส้สีขาวเพืยงชิ้นเดียว มีไขมันทรานส์ทะลักจนองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาต้องออกกฎหมายมาควบคุม ไขมันทรานส์ทำให้ระดับแอลดีแอล-คอเลสเตอรอล (LDL) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลว ในเลือดเพิมขึน และมีผลลดระดํบเอชดีแอล-คอเลสเตอรอล (HDL.) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอล ชนิดดี เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง มืงานวิจัยพบว่า ไขมันทรานส์เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอัลไซเมอร โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคนิ่วใน ถุงนํ้าดี ทำให้เกิดริ้วรอย เยื่อหุ้มเซลล์ผิวแข็งไม่ยืดหยุ่น การซึมผ่านชองสารอาหารเข้า เซลล์ติดๆ ขัดๆ และเกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นฆาตกรเงืยบฆ่าเราอย่างช้าๆ อาหารที่มีไขมันทรานล์แฝงอยู่เป็นจำนวนมากคือ เบเกอรืที่มีมาการืนและเนย ขาวเป็นส่วนประกอบ เค้ก คุกกี้ แครกเกอร โดนัท พาย ปีอปคอร์น ขนมถุง ครีมเทียม นอกจากนั้นการทำอาหารที่ใช้ความร้อนต่อเนื่องกันนานๆ หรือนํ้ามัน’ทอดที่’ใช้ซาหลาย ครั้ง เช่น เฟรนช้ฟรายล์ กล้วยทอด ไก’ทอด ปาท่องโก๋ ทำให้เกิดไขมันทรานส์ได้เช่นกัน ]ไรดไๆเมน’โอ’มก’า-6 ก็เป็นไขมันเจ้าปัญหาอืกชนิดหนึ่ง ถ้าทานมากเกินไป จนเสียสมดุลกับไขมันดี จะทำให้เพิ่มการอักเลบ ซ่อนเร้น พบมากในอาหารทอดด้วยนํ้ามันพืช ได้แก่ นำมันถั่วเหลือง นำมันดอก ทานตะวัน นํ้ามันดอกคำฝอย และนำมันข้าวโพด ปัจจุบันคนทัวโลกทาน กรดไขมัน โอเมก้า-6 ต่อกรดไขมัน’โอเมก้า-3 ในสัดส่วน 10:1-30:1 เนื่องจากเรานิยมใช้นำมัน ถั่วเหลืองมาประกอบอาหาร ขณะที่ทานปลาที่อุดมด้วยโอเมถ้า-ร น้อย สมาคมหัวใจ และสถาบันสุขภาพสหรัฐอเมริกาได้แนะนำ’ให้เราทานกรด’ไขมัน’โอเมถ้า-‘6 ต่อ กรดไขมันโอเมถ้าในสัดส่วน 4:1 หรือ ทานกรดไขมันโอเมถ้า-3 ให้ได้วันละ 650 มิลลิกรัม เนื้อสัตว์กลุ่มนี้มี กรดอะราชิโดนิก (Arachidonic Acid) ซงกระต้นให้เกิดการอักเสบซ่อนเร้น ทำให้ผิวเสือมเร็ว ยิ่งถ้านำเนื้อแดงไปผ่าน การประกอบอาหารทืใช้ความร้อนสูง เชน การอบ รมควัน ปิง ย่าง เผาจนมีเขม่าไฟติด จะเกิดสารที่มีชื่อวา Benzopyreneซึงจัดเป็นอนุมล อิสระและสารก่อมะเร็ง ซึ่งส่งผลทำร้ายผิวและร่างกาย เพิ่มการเกิดริ้วรอย ควรจำกัด การทานเนื้อแดงอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง นอกจากนีนักวิทยาศาสตร์ยังพบสารเร่งความแก่ในอาหารที่ปรุงด้วยความร้อน สูงและไม่ใช้นำ ได้แก่ การปิง ย่าง ทอดไฟแรงด้วยนํ้ามัน ที่เรียกว่า Preformed AGEs สามารถถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กตรงเช้าสู่กระแสเลือดได้ ส่งผลให้คุณ แก่แบบไม่ร้เนือเตัว ดังนั้นทางเลือกในการปรุงอาหารให้ปลอดพรืฟอร์ม เอจีอีส์ ก็คือ การต้ม ตุ๋น และนึ่ง
ทราบหรือไม่ครับว่า ตอนนี้ชาวตะวันตกต่างพากันสนใจวิธีการประกอบอาหาร ของชาวเอเชียมาก ไม่ใช่แค่เพียงรสชาติและความพิถีพิกัน แต่เนื่องจากส่วนหนึ่งพบ ว่าคนเอเชียโดยเฉพาะเหล่าผู้สูงวัยชาวญี่ป่นอายุร่วมร้อยปี มีสภาพผิวพรรณดื เพราะ ทุกคนนิยมทานอาหารที่ปรุงด้วยวิธีต้ม นึ่ง ผัดอาหารใช้น้ำมันน้อยๆ แต่ใช้นํ้ากันมากขึ้น